วันอังคารที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2557
วันอังคารที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2557
โครงงานพัฒนาสื่อเพื่อการศึกษา
โครงงานพัฒนาสื่อเพื่อการศึกษา
โครงงานพัฒนาสื่อเพื่อการศึกษา ลักษณะเด่นของโครงงานประเภทนี้ คือ
เป็นโครงงานที่ใช้คอมพิวเตอร์ในการผลิตสื่อเพื่อการศึกษา โดยการสร้างโปรแกรมบทเรียนหรือหน่วยการเรียน
ซึ่งอาจจะต้องมีภาคแบบฝึกหัด บททบทวน และคำถามคำตอบไว้พร้อม ผู้เรียนสามารถเรียนแบบรายบุคคลหรือรายกลุ่มการสอน
โดยใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสอนนี้ ถือว่าคอมพิวเตอร์เป็นอุปกรณ์การสอน ซึ่งอาจเป็นการพัฒนาบทเรียนแบบออนไลน์
ให้ผู้เรียนเข้ามาศึกษาด้วยตนเองก็ได้ โครงงาน ประเภทนี้สามารถพัฒนาขึ้นเพื่อใช้ประกอบการสอนในวิชาต่างๆ
โดยผู้เรียนอาจคัดเลือกเนื้อหาที่เข้าใจยาก มาเป็นหัวข้อในการพัฒนาสื่อเพื่อการศึกษา ตัวอย่างโครงงาน
เช่น การเคลื่อนที่แบบโปรเจ็กไตล์ ระบบสุริยจักรวาล ตัวแปรต่างๆ ที่มีผลต่อการชำกิ่งกุหลาบ หลักภาษาไทย
และสถานที่สำคัญของประเทศไทย เป็นต้น
1. โปรแกรม ดนตรีไทยแสนสนุก
ผู้พัฒนา นางสาว อัญชลี เตมีประเสริฐกิจ
อาจารย์ที่ปรึกษา อาจารย์ชนารัตน์ คำอ่อน
สถานศึกษา โรงเรียนระยองวิทยาคม
ผู้พัฒนา นางสาว อัญชลี เตมีประเสริฐกิจ
อาจารย์ที่ปรึกษา อาจารย์ชนารัตน์ คำอ่อน
สถานศึกษา โรงเรียนระยองวิทยาคม
2. โปรแกรม ความหลากหลายของสิ่งมีชีวิต
ผู้พัฒนา นาย เทพ รัตนเรืองจำรูญ และนายพงศกร พันธุ์พงษ์สิทธิ์
อาจารย์ที่ปรึกษา อาจารย์สโรชา สายเนตร
สถานศึกษา ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนอัสสัมชัญ
อาจารย์ที่ปรึกษา อาจารย์สโรชา สายเนตร
สถานศึกษา ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนอัสสัมชัญ
วันอังคารที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557
ตัวอย่างโครงงาน
ชื่อโครงงาน
|
หนังสืออิเล็กทรอนิกส์เรื่อง คำบาลี-สันสกฤตในภาษาไทย
| ||||||
รายวิชา
|
เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
| ||||||
ชื่อผู้ทำโครงงาน
|
1. เด็กหญิงรสนา รักษ์ภาษาไทย ชั้น ม.3/1
| ||||||
2. เด็กชายเก่งกาจ ปราชญ์สนเทศ ชั้น ม.3/1
| |||||||
3. เด็กหญิงพรรณนา สาธิต ชั้น ม.3/1
| |||||||
4. เด็กชายตั้งใจ จงเจริญ ชั้น ม.3/1
| |||||||
ชื่ออาจารย์ที่ปรึกษา
|
1. ครูรักสอน ใจดี
| ||||||
2. ครูอนุรักษ์ นิยมไทย
| |||||||
ระยะเวลาดำเนินงาน
|
1 เดือน ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2555
| ||||||
รายละเอียดเกี่ยวกับโครงงาน
| |||||||
แนวคิด ที่มา และความสำคัญของโครงงาน
| |||||||
ปีการศึกษา 2555 นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/1 ได้ศึกษาวิชาภาษาไทยในหัวข้อ คำบาลีและสันสกฤตในภาษาไทย เนื้อหาที่ค่อนข้างยาก หนังสือเรียนไม่น่าอ่าน เพื่อเป็นการแก้ปัญหาดังกล่าว จึงนำเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์เข้ามาช่วยสร้างหนังสืออิเล็กทรอนิกส์เรื่อง คำบาลีและสันสกฤตในภาษาไทย ซึ่งจะส่งเสริมการเรียนวิชาภาษาไทยในหัวข้อคำบาลีและสันสกฤตให้มีความน่าสนใจ
| |||||||
วัตถุประสงค์
1. เพื่อสร้างหนังสืออิเล็กทรอนิกส์เรื่อง คำบาลี-สันสกฤตในภาษาไทย
2. เพื่อศึกษาคำบาลีและสันสกฤตในภาษาไทย
3. เพื่อศึกษาและสร้างงานจากโปรแกรม Flip Album
| |||||||
หลักการและทฤษฎี
1. การสังเกตคำไทยที่มาจากภาษาบาลีและสันสกฤต
2. หลักการทำหนังสือ
3. การใช้ซอฟต์แวร์ประยุกต์เพื่อทำหนังสืออิเล็กทรอนิกส์
| |||||||
ขั้นตอนการดำเนินงาน
| |||||||
1. ปรึกษาอาจารย์ที่ปรึกษาเกี่ยวกับการใช้โปรแกรม Flip Album
| |||||||
แผนการปฏิบัติงาน
| |||||||
ลำดับที่
|
รายละเอียด
|
สัปดาห์ที่
| |||||
1
|
2
|
3
|
4
| ||||
1
|
ศึกษาค้นคว้าข้อมูลเกี่ยวกับคำไทยที่มาจากภาษาบาลีและสันสกฤต
| ⁄ | |||||
2
|
ปรึกษาอาจารย์ที่ปรึกษาเกี่ยวกับการใช้โปรแกรม Flip Album
| ⁄ | ⁄ | ||||
3
|
จัดหาโปรแกรม Flip Album เตรียมคอมพิวเตอร์ให้พร้อมใช้งาน
| ⁄ | |||||
4
|
สร้างหนังสืออิเล็กทรอนิกส์เรื่อง คำบาลี-สันสกฤตในภาษาไทย
| ⁄ | ⁄ | ||||
5
|
นำเสนอโครงงาน
| ⁄ | |||||
6
|
จัดทำรายงานและคู่มือการใช้
| ⁄ | |||||
ผลที่คาดว่าจะได้รับ
| |||||||
หนังสืออิเล็กทรอนิกส์เรื่องคำบาลีและสันสกฤตในภาษาไทยช่วยเพิ่มความน่าสนใจและทำให้เข้าใจเนื้อหาได้ง่ายขึ้น
| |||||||
4. การทำโครงงาน
เป็นการลงมือทำโครงงานตามโครงร่างของโครงงานที่ได้วางแผนไว้ หลังจากเสนอโครงร่างของโครงงานต่อครู-อาจารย์ที่ปรึกษาแล้วได้รับความเห็นชอบว่าเหมาะสม สามารถปฏิบัติได้จริง โดยระหว่างการทำโครงงาน หากพบเห็นปัญหาหรืออุปสรรคในการทำ ผู้ทำโครงงานจะต้องจดบันทึกปัญหาและการแก้ปัญหาต่าง ๆ นอกจากนี้ผู้ทำโครงงานจะต้องขอคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ ครู-อาจารย์ที่ปรึกษา เพื่อตรวจสอบโครงงานเป็นระยะ ๆ ตลอดระยะเวลาที่ทำโครงงาน
5. การทำรายงาน
การทำรายงานเป็นการรวบรวมข้อมูลทุกอย่างเกี่ยวกับโครงงาน เพื่อสื่อความหมายให้ผู้อื่นได้เข้าใจแนวคิด วิธีการดำเนินการค้นคว้าข้อมูลได้ ตลอดจนข้อเสนอแนะต่าง ๆ เกี่ยวกับโครงงาน ในการเขียนรายงานควรใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย กระชับ และตรงไปตรงมา ให้ครอบคลุมหัวข้อต่าง ๆ 9 บทดังนี้
บทที่ 1 ส่วนนำ เป็นข้อมูลเกี่ยวกับโครงงาน ประกอบด้วย ชื่อโครงงาน ชื่อสาขาโครงงาน ชื่อผู้ทำโครงงาน ชื่อครูที่ปรึกษาโครงงาน คำขอบคุณบุคคลหรือหน่วยงานที่มีส่วนทำให้โครงงานนี้สำเร็จ และบทคัดย่อ ซึ่งสรุปผลการทำโครงงานโดยย่อ
บทที่ 2 บทนำ เป็นส่วนรายละเอียดเนื้อหาของโครงงาน ได้แก่ แนวคิด ที่มา ความสำคัญ และวัตถุประสงค์ในการทำโครงงาน
บทที่ 3 หลักการและทฤษฎี เป็นส่วนสรุปข้อมูลที่ได้จากการค้นคว้าหาข้อมูล ทฤษฎี หลักการหรือวิธีการ ตลอดจนโครงงานอื่นที่นำมาเปรียบเทียบหรือพัฒนาเพิ่มเติม
บทที่ 4 วิธีดำเนินการ เป็นขั้นตอนการดำเนินงานโดยละเอียด ทุกขั้นตอน
บทที่ 5 ผลการดำเนินงาน เป็นการนำเสนอข้อมูลให้ผู้อื่นเข้าใจได้ง่ายด้วยการนำเสนอเป็นตาราง กราฟ ข้อความ หรือรูปแบบอื่น ๆ ให้แก่ผู้ที่สนใจ
บทที่ 6 สรุปผลและข้อเสนอแนะ เป็นการสรุปข้อมูลที่ได้จากการทำโครงงาน รวมไปถึงปัญหา และแนวทางแก้ปัญหาที่ผู้ทำได้จดบันทึกไว้ระหว่างทำโครงงาน
บทที่ 7 ประโยชน์และแนวคิดในการพัฒนา ผู้ทำโครงงานควรระบุประโยชน์ที่ได้รับ และแนวทางการนำโครงงานนี้ไปพัฒนา
บทที่ 8 บรรณานุกรมและภาคผนวก เป็นการรวบรวมแหล่งข้อมูลทั้งหมดที่ใช้ในการทำโครงงาน
บทที่ 9 คู่มือการใช้งาน ในการทำโครงงานที่เป็นการสร้างชิ้นงานขึ้นมาใหม่ ควรจัดทำคู่มือ อธิบายวิธีการใช้ชิ้นงานนั้นโดยละเอียด
6. การนำเสนอและเผยแพร่โครงงาน
เป็นขั้นตอนที่ทำให้ผู้อื่นได้รับรู้และเข้าใจถึงผลงานของผู้ทำโครงงาน ซึ่งสามารถนำเสนอได้หลายรูปแบบ เช่น รายงาน เอกสาร จัดนิทรรศการ หรือใช้คอมพิวเตอร์ช่วยในการนำเสนอ เช่น การใช้โปรแกรมไมโครซอฟต์เพาเวอร์พอยต์ หรือทำเป็นเว็บเพจ ให้ผู้อื่นสามารถเข้าชมได้ทางอินเทอร์เน็ต
ตัวอย่างโครงงานที่มีการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ
การเลือกทำโครงงาน ผู้ทำโครงงานจะต้องเลือกโครงงานที่ตนเองสนใจ มีความรู้ ความถนัด และความชำนาญที่เกี่ยวข้องกับโครงงานและรู้จักเลือกใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมกับการทำโครงงาน เพื่อให้ได้โครงงานที่มีประสิทธิภาพและสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริง
ตัวอย่างการทำโครงร่างของโครงงานที่มีการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ
การสืบค้นข้อมูลเพื่อทำโครงงานโดยใช้โปรแกรมค้นหา (Search Engine)
การประมวลผลและแสดงผลในรูปแบบแผนภูมิด้วยโปรแกรมตารางงาน
การทำโครงร่างโครงงานโดยใช้โปรแกรมประมวลคำ
การนำเสนอโครงงานด้วยโปรแกรมนำเสนองาน
วันอังคารที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2557
วันอังคารที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2557
วันอังคารที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2557
การเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต
การเชื่อมต่อเข้ากับอินเตอร์เน็ต
การเชื่อมต่อเข้ากับอินเตอร์เน็ต
เมื่อท่านต้องการเข้าใช้บริการต่าง ๆในอินเตอร์เน็ตนั้นท่านจำเป็นต้องทำการเชื่อมต่อกับอินเตอร์เน็ต ซึ่งการเชื่อมต่อที่นิยมกันมีอยู่สามประเภทดังนี้
เมื่อท่านต้องการเข้าใช้บริการต่าง ๆในอินเตอร์เน็ตนั้นท่านจำเป็นต้องทำการเชื่อมต่อกับอินเตอร์เน็ต ซึ่งการเชื่อมต่อที่นิยมกันมีอยู่สามประเภทดังนี้
- เชื่อมต่อกันโดยตรง(Direct conection)
- เชื่อมต่อผ่านเครือข่ายโทรศัพท์แบบ Dialup IP
- เชื่อมต่อผ่านเครือข่ายโทรศัพท์แบบ Terminal Emulation
เชื่อมต่อกันโดยตรง(Direct conection)
วิธีการเชื่อมต่อแบบนี้เป็นวิธีที่ทรงประสิทธิภาพที่สุด แต่เป็นวิธีที่เสียค่าใช้จ่ายแพงที่สุด ดังนั้นจึงเหมาะกับหน่วยงานขนาดใหญ่เพราะมีงบประมาณมากพอ การเชื่อมต่อแบบนี้เป็นการเชื่อมต่อเข้ากับอินเตอร์เน็ตโดยตรงไม่ผ่านทางเครือข่ายโทรศัพท์ หรือ เครือข่ายอืน และเป็นการเชื่อมต่อตลอดเวลาคือ ตลอด 24 ชั่วโมง และ ทุกวัน จะใช้อินเตอร์เน็ตหรือไม่ใช้ก็จะเชื่อมต่ออยู่ตลอดเวลา สิ่งที่ ทางหน่วยงานที่ต้องการใช้วิธีเชื่อมต่อแบบนี้ต้องจัดหาได้แก่
- สายสัญญาณสื่อกลางอาจเป็นสายเช่าพิเศษ เช่น Leased Line, ISDN เป็นต้น
- อุปกรณ์เชื่อมต่อเข้ากับสายสัญญาณสื่อกลาง อุปกรณ์ที่ว่านี้คือ Router ซึ่งทำหน้าที่เป็น Gateway สู่อินเตอร์เน็ต
การเชื่อมต่อทำได้โดยใช้อุปกรณ์ Routerทำการเชื่อมคอมพิวเตอร์ของหน่วยงานหรือ เน็ตเวิร์กของหน่วยงานเข้ากับสายสัญญาณสื่อกลาง สำหรับสายสัญญาณสื่อกลางนี้จะต่อไป ยังหน่วยงานผู้ให้บริการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตหรือ Internet Service Provider (ISP) เนื่องจากว่า ISP มีวงจรที่เชื่อมต่อไปยังอินเตอร์เน็ต ดังนั้นเมื่อเชื่อมต่อแล้วคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องในเน็ตเวิร์ก ของหน่วยงานนั้น ก็จะสามารถติดต่อกับอินเตอร์เน็ตได้ตลอดเวลา
เชื่อมต่อผ่านเครือข่ายโทรศัพท์แบบ Dialup IP
การเชื่อมต่อวิธีนี้เป็นการเชื่อมต่อแบบไม่ตลอดเวลา เมื่อไรที่ต้องการใช้อินเตอร์เน็ตก็ค่อยทำการ เชื่อมต่อ และเมื่อเลือกใช้ก็ค่อยยกเลิกการเชื่อมต่อ วิธีนี้เหมาะกับหน่วยงานที่ไม่มีงบประมาณพอ ที่จะใช้วิธีแรกหรือหน่วยงานขนาดเล็ก หรือบุคคลทั่วไปอาจใช้วิธีนี้เพราะว่าเสียค่าใช้จ่ายไม่แพง
การเชื่อมต่อวิธีนี้เป็นการเชื่อมต่อแบบไม่ตลอดเวลา เมื่อไรที่ต้องการใช้อินเตอร์เน็ตก็ค่อยทำการ เชื่อมต่อ และเมื่อเลือกใช้ก็ค่อยยกเลิกการเชื่อมต่อ วิธีนี้เหมาะกับหน่วยงานที่ไม่มีงบประมาณพอ ที่จะใช้วิธีแรกหรือหน่วยงานขนาดเล็ก หรือบุคคลทั่วไปอาจใช้วิธีนี้เพราะว่าเสียค่าใช้จ่ายไม่แพง
การเชื่อมต่อวิธีนี้ใช้ผ่านทางเครือข่ายโทรศัพท์คือเมื่อไรที่ต้องการใช้อินเตอร์ก็ให้หมุนโทรศัพท์ติดต่อไป สิ่งแรกที่ท่านที่ต้องการใช้อินเตอร์เน็ตวิธีนี้ต้องทำคือ ต้องไปสมัครเป็นสมาชิกของหน่วยงานผู้ให้บริการ อินเตอร์เน็ต หรือ ISP(Internet service provider) เจ้าใดเจ้าหนึ่ง เมื่อสมัครเป็นสมาชิกแล้ว ทางISP จะให้ชื่อผู้ใช้(user account) และรหัสผ่าน(password) พร้อมทั้งเบอร์โทรศํพท์สำหรับติดต่อใช้อิน เตอร์เน็ต เบอร์โทรศัพท์ที่ว่านี้บางทีอาจมีเป็นร้อยเบอร์ หรือพันเบอร์ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่าISPมีสมาชิก มากน้อยเท่าไร
เชื่อมต่อผ่านเครือข่ายโทรศัพท์แบบ Terminal Emulation
การเชื่อมต่อวิธีนี้จะมีค่าใช้จ่ายถูกที่สุด ลักษณะการเชื่อมต่อเหมือนกับวิธีที่สอง คือผ่านทางเครือข่ายโทรศัพท์ มีข้อแตกต่างจากวิธีที่สองอยู่ตรงที่รูปแบบการใช้งาน มีรูปแบบเดียวคือต้องใช้ในแบบ text เท่านั้น ไม่สามารถใช้ในแบบกราฟิกได้ บริการอะไรก็ตามในอินเตอร์เน็ตก็ตามที่เป็นมีลักษณะการใช้งาน เป็นแบบกราฟิก จะใช้ไม่ได้ในการเชื่อมต่อวิธีนี้ เช่น Web เป็นต้น ส่วนบริการที่มีลักษณะการใช้งานเป็น text ย่อมสามารถใช้ในการติดต่อวิธีนี้ได้ เช่น จดหมายอิเล็คโทรนิคส์ (E-mail) เป็นต้น ดังนั้นบางแห่งจึงเรียกการเชื่อมต่อวิธีนี้ว่า การติดต่อแบบไปรษณีย์เท่านั้น (E-mail Only Connection)
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)